ประวัติหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

โปสเตอร์งานฝังลูกนิมิต

ชาติภูมิ

หลวงพ่อเขียนเมื่อครั้งเป็นฆราวาส ท่านมีชื่อว่า "เสถียร" เกิดเมื่อวันเสาร์ เดือน ๔ ปีขาล ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๙๙ ที่บ้านตลิ่งชัน ตำบลชอนไพร อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ บิดาชื่อทอง มารดาชื่อปลิด สกุลแสงจันทร์ ภายหลังได้ใช้นามสกุลว่า จันทร์แสง บ้านอยู่ติดกับวัดทุ่งเรไร

หลวงพ่อเขียนมีพี่น้องร่วมสายโลหิตทั้งหมด ๕ คน เป็นชาย ๓ คน หญิง ๒ คน รายชื่อดังนี้:

  • คนที่ ๑ ชื่อ อินทร์ (ชาย)
  • คนที่ ๒ ชื่อ ทองใบ (หญิง)
  • คนที่ ๓ ชื่อ เสถียร (ชาย - หลวงพ่อเขียน)
  • คนที่ ๔ ชื่อ แสง (ชาย)
  • คนที่ ๕ ชื่อ ระทวย (หญิง)

บิดา–มารดาของหลวงพ่อเขียนมีอาชีพหลักคือการทำนาและทำไร่ นอกจากนี้ บิดายังเป็นคนทรงประจำหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า "สมุนเจ้าบ้าน"

บรรพชา – อุปสมบท

บรรพชา

เมื่อครั้งยังเยาว์วัย หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด เรียบร้อย และว่านอนสอนง่าย เป็นที่รักใคร่ของผู้ใหญ่ทั้งในครอบครัวและชุมชน ด้วยพื้นฐานจิตใจที่สงบนิ่งและมีสัมมาคารวะ ทำให้ท่านมีความโน้มเอียงทางธรรมมาตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งเมื่ออายุได้ ๑๒ ปี จิตใจของเด็กชายเสถียรได้เกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระพุทธศาสนา จึงได้กราบขออนุญาตจากบิดามารดาเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร

หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

ท่านได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรในปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ ณ วัดทุ่งเรไร หรือที่รู้จักกันในนามวัดชอนไพร อันเป็นวัดใกล้บ้านเกิด โดยมีพระอาจารย์ผู้เป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้นหรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "ท่านสมภาร" เป็นผู้ให้การอบรมดูแล หลังจากบรรพชาแล้ว ท่านได้ตั้งใจเล่าเรียนอักษรสมัยและอักขระพื้นฐานตามแบบพระเณรในยุคนั้น จนสามารถอ่านออกเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาภาษาขอมควบคู่กับภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาสำคัญที่ใช้ในการศึกษาพระธรรมวินัยและการจารอักขระโบราณในสมัยนั้น

ด้วยความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจจริงในการเล่าเรียน ท่านสมภารจึงมีความเมตตา และเล็งเห็นความสามารถของสามเณรเสถียร จึงได้ตั้งชื่อใหม่ให้ว่า "เขียน" เพื่อเป็นการยกย่องในความมานะของท่านในการเขียนอ่านอักขระต่าง ๆ ตั้งแต่นั้นมา ท่านจึงเป็นที่รู้จักในนาม "สามเณรเขียน" และได้ครองเพศบรรพชิตตลอดมาโดยมิได้สึกออกจากสมณเพศเลยแม้แต่เพียงคราวเดียว

อุปสมบท

กระทั่งเมื่ออายุใกล้จะครบเกณฑ์อุปสมบท ท่านจึงลาสิกขาชั่วคราวกลับมาใช้ชีวิตฆราวาสอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อย่างสมบูรณ์

เมื่อท่านมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ในปีพุทธศักราช ๒๔๒๐ บิดามารดาและญาติพี่น้องได้ร่วมกันปรึกษาหารือถึงการอุปสมบทของนายเขียน โดยมีท่านนั่งร่วมอยู่ในวงสนทนาด้วย ณ ขณะนั้น นางทองใบ พี่สาวของท่าน ซึ่งได้แต่งงานและมีบุตรแล้ว ได้นั่งอยู่ข้างท่าน ท่านได้กล่าวขึ้นด้วยความสงสัยตามประสาชายหนุ่มว่า “นมผู้หญิงเป็นอย่างไรหนอ ไหน ๆ ฉันก็จะบวชแล้ว อยากจะขอจับ สักครั้งได้ไหม” พี่สาวของท่านก็อนุญาตให้จับ และหลังจากจับแล้ว ท่านได้ลองจับน่องของตนเองเปรียบเทียบ พร้อมกล่าวว่า “มันก็คล้าย ๆ น่องของฉัน ไม่เข้าท่าเลย” สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์และจิตใจอันเด็ดเดี่ยวของท่าน ซึ่งมิได้ยึดติดในเรื่องกามคุณแต่อย่างใด

ต่อมา ท่านจึงได้อุปสมบท ณ วัดภูเขาดิน จังหวัดเพชรบูรณ์ อันตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำป่าสัก โดยมีพระอาจารย์ประดิษฐ์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สอนและพระอาจารย์ทองมี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังอุปสมบท ท่านได้รับฉายาว่า "ธมฺมรกฺขิโต" ซึ่งแปลว่า "ผู้ได้รับการคุ้มครองโดยธรรม"

ศึกษาพระปริยัติธรรม

เมื่อจำพรรษาได้หนึ่งพรรษา บิดามารดาของท่านได้พยายามรบเร้าให้ท่านลาสิกขาเพื่อแต่งงานกับหญิงสาวที่ได้หามาไว้ให้ ทว่าท่านก็ปฏิเสธโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือความลำบากใจ ท่านจึงได้เดินทางไปเยี่ยมญาติที่บ้านวังตะกู อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ซึ่งขณะนั้นญาติของท่านคือ นางบุญมา ได้แต่งงานกับนายอินทร์ บุญต้อ และย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นั่น

ในขณะนั้น วัดวังตะกูขาดพระภิกษุที่จะจำพรรษา กำนันขุนพล (มาด สุขขำ) พร้อมด้วยนายอินทร์ บุญต้อ จึงได้นิมนต์ให้หลวงพ่อเขียนอยู่จำพรรษาที่วัดวังตะกู ท่านจึงอยู่จำพรรษาที่นั่นหนึ่งพรรษา ก่อนจะออกเดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง ณ วัดเสาธงทอง ตำบลท่าหิน จังหวัดลพบุรี

ที่วัดเสาธงทอง ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนกับพระอาจารย์ทองในด้านพระปริยัติธรรม และศึกษาคันถธุระร่วมกับวิปัสสนาธุระกับพระครูสังฆภารวาหลวบุรีคณาจารย์ (เล็ก) เจ้าอาวาสและเจ้าคณะจังหวัดลพบุรีในสมัยนั้น ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเสาธงทองเป็นเวลาถึง ๙ พรรษา จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๑ พระอาจารย์เล็กได้มรณภาพลง พระสมุห์เนียม กุมมสโร ซึ่งเป็นศิษย์เอก ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสแทนและได้รับสมณศักดิ์เป็นพระสังฆภารวาหมุนีคณาจารย์ (เนียม)

เมื่อหลวงพ่อเขียนสนิทสนมและได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์เนียม ท่านจึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ เพื่อศึกษาต่อ ณ วัดรังษีสุทธาวาส เขตบางลำภู กรุงเทพฯ โดยมีพระธรรมกิติ (แจ้ง) เป็นเจ้าอาวาส ท่านตั้งใจศึกษาอย่างเคร่งครัดทั้งพระปริยัติ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ เป็นเวลาถึง ๑๖ พรรษา

แต่ภายหลัง วัดรังษีสุทธาวาสได้ถูกยุบรวมเข้าสู่คณะธรรมยุต และกลายเป็นวัดสังกัดวัดบวรนิเวศวิหาร ด้วยความจงรักภักดีในสายมหานิกาย และไม่ต้องการเปลี่ยนคณะ ท่านจึงตัดสินใจออกจากวัดรังษีในช่วงนั้น พร้อมกับพระสงฆ์อีก ๗ รูป

จากนั้น ท่านจึงกลับไปจำพรรษายังวัดเสาธงทอง จังหวัดลพบุรีอีกครั้งหนึ่ง รวมเวลาอยู่วัดเสาธงทองรอบที่สองอีก ๙ พรรษา

จำพรรษา ณ วัดวังตะกู

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๘-๒๔๕๙ กำนันขุนพลแห่งตำบลวังตะกู พร้อมด้วยนายอินทร์ บุญต้อ จึงได้เดินทางไปนิมนต์หลวงพ่อเขียนให้กลับมาจำพรรษาและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังตะกู จังหวัดพิจิตรอีกวาระหนึ่ง ด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างสูงจากชาวบ้าน ท่านจึงรับนิมนต์และเดินทางกลับมายังวัดวังตะกูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นับเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ท่านได้บำเพ็ญประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและชุมชนจนกลายเป็นตำนานแห่งพิจิตร

หลังจากหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต ได้รับนิมนต์กลับมายังวัดวังตะกู จังหวัดพิจิตร ท่านก็ได้เริ่มต้นการจำพรรษาและพัฒนาวัดแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วยความเป็นพระที่มีเมตตา เปี่ยมด้วยขันติ และไม่ยึดติดในอำนาจหรือสมบัติ ท่านจึงเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ชื่อเสียงของหลวงพ่อขจรไกลขึ้นทุกขณะ ชาวบ้านทั้งใกล้และไกลต่างก็หลั่งไหลมานมัสการและน้อมนำสิ่งของมาถวายด้วยความเลื่อมใส

ในช่วงพรรษาแรก ๆ ที่หลวงพ่อจำพรรษา ณ วัดวังตะกูนั้น ผู้ใหญ่พลาย บ้านห้วยเรียงใต้ ได้นำม้าตัวเมียมาถวายหลวงพ่อหนึ่งตัว ต่อมาไม่นาน นายทอง บ้านวังอีแร้ง ก็นำม้าตัวผู้สีเขียว หน้าตาดุดันชื่อว่า "อ้ายเขียวยักษ์" มาถวายอีกตัว หลวงพ่อรับไว้ด้วยเมตตา และเลี้ยงดูเป็นอย่างดี

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ม้าทั้งสองตัวได้ผสมพันธุ์และขยายเผ่าพันธุ์ออกลูกออกหลานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนมากถึง ๗๐ ตัว กลายเป็นฝูงม้าขนาดใหญ่ประจำวัด ซึ่งเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนในยุคนั้น และเป็นเรื่องที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่ม้าเท่านั้น หลวงพ่อยังมีเมตตาต่อสัตว์อื่นอีกหลากหลายชนิด โดยรับเลี้ยงลิง ชะนี เก้ง กวาง วัวแดง จระเข้ และสัตว์ป่านานาชนิดที่มีชาวบ้านนำมาถวาย ท่านไม่เคยปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยกรุณาและความเมตตา หลวงพ่อเขียนได้เปลี่ยนวัดวังตะกูให้กลายเป็นเหมือนสวรรค์ของสัตว์น้อยใหญ่ และเป็นแบบอย่างของพระผู้มีเมตตาธรรมอย่างแท้จริง

ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๑ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของหลวงพ่อและพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ ได้มีการรวบรวมทุนทรัพย์ตามกำลังศรัทธา เพื่อบูรณะและสร้างถาวรวัตถุสำคัญหลายประการภายในวัดวังตะกู ไม่ว่าจะเป็นพระอุโบสถ กำแพงแก้ว ซุ้มประตู และเจดีย์ ซึ่งเป็นการยกระดับสถานภาพของวัดให้เป็นศูนย์กลางทางธรรมที่มั่นคงยิ่งขึ้น

แต่กระนั้น ช่วงเวลาที่วัดเจริญรุ่งเรืองก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งทดสอบ วันหนึ่งในปีพุทธศักราช ๒๔๘๔ มีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า พระใหญ่ สนิทบุรุษ ได้เดินทางมาจากจังหวัดนครราชสีมา มาขออาศัยอยู่ที่วัดวังตะกู ในระยะแรกก็ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ท่านผู้นี้เริ่มมีผู้คนให้ความเคารพนับถือเพิ่มขึ้น และด้วยการสนับสนุนจากทายกบางคน จึงเริ่มตั้งตนเป็นเสมือนเจ้าอาวาสโดยพฤตินัย โดยไม่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

เขาได้รื้อกุฏิเดิมแล้วสร้างใหม่ตามแบบแผนของตน ให้เรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ เว้นเพียงกุฏิของหลวงพ่อไว้โดดเดี่ยวอยู่รูปเดียว ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการสร้างเชิงตะกอนเผาศพไว้ใกล้กุฏิของหลวงพ่อทางทิศตะวันออก ซึ่งเมื่อมีการเผาศพ กลิ่นควันก็จะถูกลมพัดเข้าสู่กุฏิของหลวงพ่อโดยตรง สร้างความทุกข์ร้อนให้ท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเผาศพในแต่ละครั้งใช้เวลานานหลายชั่วโมงกว่าจะแล้วเสร็จ

ถึงแม้จะได้รับความลำบากทั้งทางกายและใจเพียงใด หลวงพ่อเขียนก็ไม่เคยแสดงความโกรธเคือง ไม่เคยคิดตอบโต้ หรือแสดงออกถึงความอาฆาตพยาบาท ท่านไม่จองเวรไม่จองกรรมแม้ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ด้วยจิตใจอันสงบเย็น ท่านใช้ขันติธรรมระงับทุกข์ และดำรงตนในสมณวิถีอย่างมั่นคง

ในช่วงเวลานั้น ท่านแทบไม่มีที่พึ่งทางใจอีกแล้ว เพราะบรรดาทายกเก่า ๆ ที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ ต่างก็ล่วงลับไปเกือบหมดสิ้น ท่านจึงต้องอดทนอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รุมเร้า แต่แม้ในยามที่ถูกริดรอน หลวงพ่อเขียนก็ยังดำรงตนด้วยความสงบและอภัย

เรื่องราวของท่านในช่วงเวลานี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังแห่งเมตตาและขันติธรรมที่ยิ่งใหญ่ และเป็นแบบอย่างอันประเสริฐของพระแท้ ผู้ไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันแห่งโลกธรรม

ย้ายสู่ วัดสำนักขุนเณร

ในปี พุทธศักราช ๒๔๙๑ เกิดเหตุการณ์สำคัญอีกประการหนึ่งของหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของท่าน และชุมชนบ้านสำนักขุนเณรอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะนั้น กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ แห่งบ้านสำนักขุนเณร ดำรงตำแหน่งเป็นกำนันตำบลวังงิ้ว จังหวัดพิจิตร เป็นผู้ที่มีสายตายาวไกลและมีความเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อเขียนอย่างแรงกล้า ได้พร้อมด้วยคณะทายก อุบาสก อุบาสิกา เดินทางมานิมนต์หลวงพ่อให้ไปจำพรรษายังวัดสำนักขุนเณร ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากวัดวังตะกูไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๕ กิโลเมตร

กำนันเถาว์และคณะได้ให้สัจจะว่าจะช่วยกันสร้างกุฏิให้เพียงพอต่อจำนวนพระภิกษุสงฆ์ที่ติดตามหลวงพ่อไปด้วย อีกทั้งจะสร้างคอกม้าให้กว้างขวางเพียงพอต่อการเลี้ยงดูม้าทั้ง ๗๐ ตัวที่หลวงพ่อเลี้ยงไว้ ณ วัดวังตะกู หลวงพ่อเห็นถึงเจตนาอันดีและเสียงอ้อนวอนจากศรัทธาชน จึงตอบรับนิมนต์และย้ายไปพำนักที่วัดสำนักขุนเณรเป็นบางคราว

อย่างไรก็ดี แม้ท่านจะไปอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร แต่ท่านก็ยังกลับมาที่วัดวังตะกูอยู่เนือง ๆ ไม่เคยขาดการเยี่ยมเยือน เสมือนหนึ่งยังผูกพันลึกซึ้งกับสถานที่ซึ่งท่านเคยจำพรรษายาวนานถึง ๓๐ พรรษา

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ หลวงพ่อเขียนได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะพำนักอยู่ที่วัดสำนักขุนเณรเป็นการถาวร ก่อนจะออกเดินทาง ท่านได้เดินเยี่ยมต้นไม้ใหญ่ทุกต้นภายในบริเวณวัดวังตะกู พร้อมทั้งยืนสงบนิ่งทำสมาธิที่โคนต้นไม้แต่ละต้น ราวกับเป็นการกล่าวลาเทพยดาและภูมิสถานทั้งหลายที่ปกปักษ์รักษาวัดแห่งนี้มาตลอดช่วงเวลาที่ท่านจำพรรษาอยู่ เป็นภาพที่สะท้อนถึงความอาลัยอาวรณ์ต่อสถานที่อันทรงคุณค่ายิ่งในชีวิตของท่าน

แม้หลวงพ่อจะย้ายไปอยู่วัดสำนักขุนเณรแล้ว แต่ชาวบ้านและคณะทายกจากวัดวังตะกูก็ยังคงมีความรักและอาลัยในองค์หลวงพ่ออย่างเปี่ยมล้น จึงได้ร่วมกันไปนิมนต์ท่านกลับมาจำพรรษา ณ วัดวังตะกูอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อก็มิได้ปฏิเสธความศรัทธา กลับมาจำพรรษา ณ วัดวังตะกูอยู่หนึ่งสัปดาห์ จากนั้นจึงกราบลาขอกลับไปอยู่ที่วัดสำนักขุนเณรอย่างถาวรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านยังคงเทียวไปเทียวมาระหว่างวัดทั้งสอง แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความห่วงใยต่อชุมชนทั้งสองฝั่งอย่างแท้จริง

ภาพใบปิดงานฝังลูกนิมิต

โปสเตอร์งานฝังลูกนิมิต

โรงเรียนวัดสำนักขุนเณร

นอกจากภารกิจทางธรรมแล้ว หลวงพ่อเขียนยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาของเยาวชน ด้วยเมตตาธรรมและปณิธานที่จะยกระดับชีวิตของผู้คนในชุมชน ในช่วงเวลาที่ท่านพำนัก ณ วัดสำนักขุนเณร กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ ได้บริจาคที่ดินเพื่อใช้ในการก่อสร้างโรงเรียน หลวงพ่อเขียนจึงได้ร่วมสมทบทุนด้วยเงินจำนวนถึง ๑๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นปัจจัยในการสร้างอาคารเรียน

โรงเรียนแห่งนี้เปิดทำการเรียนการสอนระดับชั้นประถม และต่อมาได้รับการตั้งชื่อว่า โรงเรียนวัดสำนักขุนเณร (หลวงพ่อเขียนอุทิศ) เพื่อเป็นเกียรติและอนุสรณ์ถึงคุณงามความดีของหลวงพ่อในการอุทิศเพื่อสังคมและการศึกษาของชาติ

บารมีสู่ชุมชน

เมื่อหลวงพ่อพำนักอยู่ที่วัดสำนักขุนเณร ท่านไม่ได้เพียงดำรงตนในสมณเพศอย่างเงียบสงบ แต่ยังอุทิศตนเพื่อพัฒนาวัดและชุมชนอย่างเต็มกำลัง หลวงพ่อพร้อมด้วยกำนันเถาว์ ครูเจริญ อาจอง (ครูใหญ่ของโรงเรียนวัดสำนักขุนเณร) คณะทายก และพ่อค้าประชาชน ได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาขึ้นภายในวัด ได้แก่:

  • กุฏิหอสวดมนต์
  • หอประชุมสงฆ์
  • สะพานข้ามคลอง เชื่อมวัดกับบ้าน (จากเดิมเป็นสะพานไม้ สร้างใหม่เป็นคอนกรีต)
  • พระประธานองค์ใหญ่
  • ศาลาหลังใหญ่ ขนาดกว้าง ๑๒ วา ยาว ๑๕ วา ใช้งบประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ บาท
  • อุโบสถขนาดใหญ่ มูลค่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท

ในอดีต บ้านสำนักขุนเณรเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ การคมนาคมไม่สะดวก และมีร้านค้าห้องแถวเพียง ๒–๓ ห้องเท่านั้น แต่หลังจากหลวงพ่อเขียนมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ ชุมชนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมานมัสการท่านทุกวันอย่างต่อเนื่อง บางวันมีผู้คนมากกว่าร้อยคน บ้างมาเพื่อรดน้ำมนต์ บ้างมาสะเดาะเคราะห์ ขอบารมี ขอวัตถุมงคล หรือขอโชคลาภจากหลวงพ่อ แม้กระทั่งมาขอให้ท่านดูดวงชะตาราศี

ผู้ศรัทธาจำนวนมากถึงกับมานอนพักค้างที่วัด ท่านจึงจำเป็นต้องสร้างโรงครัวเพื่อรองรับผู้คนเหล่านั้น โรงครัวนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยแรงศรัทธาของญาติโยมที่นำข้าวสาร อาหาร และของใช้มาสนับสนุนอยู่เสมอ

จากวัดเล็ก ๆ และหมู่บ้านเงียบเหงา กลายเป็นชุมชนคึกคัก ร้านค้าห้องแถวเพิ่มขึ้นจากไม่กี่หลังเป็นนับสิบ ๆ ร้าน บรรยากาศการค้าเจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กล่าวได้ว่า บารมีของหลวงพ่อเขียนคือแรงผลักสำคัญที่ทำให้ บ้านสำนักขุนเณรเจริญรุ่งเรืองทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ จนกลายเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของผู้คนมากมายในยุคนั้น

ปลายชีวิตและการมรณภาพ

แม้หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต จะมีอายุยืนยาวถึง ๑๐๘ ปี แต่ตลอดช่วงชีวิตอันยาวนานนั้น ท่านมีโรคประจำตัวที่คอยสร้างความทรมานแก่ท่านอยู่เสมอ นั่นคือ โรคหืด อาการของโรคนี้จะกำเริบเป็นครั้งคราว และในแต่ละครั้งก็สร้างความทุกข์ทรมานอย่างมากให้แก่ร่างกายของท่าน ทว่า ด้วยขันติธรรมอันแรงกล้า หลวงพ่อไม่เคยปริปากบ่นหรือแสดงความอ่อนแอออกมาเลยแม้แต่น้อย ท่านสงบนิ่งอยู่เสมอ ระงับความเจ็บปวดทั้งสิ้นไว้ด้วยกำลังแห่งจิต

เมื่อเข้าสู่วัยชราอย่างแท้จริง หลวงพ่อเริ่มฉันภัตตาหารได้น้อยลงตามลำดับ เรี่ยวแรงก็อ่อนล้าลงทุกที คณะกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์ต่างพากันเป็นห่วง ท่านจึงได้พาหลวงพ่อไปรักษาตัวที่คลินิกธรรมพยาบาล ในตลาดบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร แม้แพทย์จะพยายามรักษาด้วยความสามารถเต็มที่ แต่ด้วยวัยชราและโรคหืดที่กำเริบหนัก จึงเกินกำลังจะยื้อชีวิตของท่านไว้ได้

ในที่สุด หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต ก็ได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบในคืนวันที่ ๒๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗ เวลา ๒๓ นาฬิกา ๕๐ นาที ตรงกับวันแรม ๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง รวมอายุได้ ๑๐๘ ปี พรรษา ๘๘

หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต

การบำเพ็ญกุศลและการเก็บสังขาร

การจากไปของหลวงพ่อสร้างความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนอย่างใหญ่หลวง ประชาชนจากทั่วสารทิศต่างหลั่งไหลกันมาร่วมเป็นเจ้าภาพงานศพของท่านเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชุมชน

หลังจากหลวงพ่อมรณภาพแล้ว คณะกรรมการวัดได้เคลื่อนสรีระของท่านไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดชัยมงคล เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน จากนั้นจึงเคลื่อนขบวนแห่มายังวัดสำนักขุนเณร เพื่อตั้งสรีระสังขารและจัดพิธีสวดพระอภิธรรมต่ออีก ๗ วัน ๗ คืน ตามธรรมเนียม

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่หลวงพ่อจะละสังขาร ท่านได้สั่งเสียไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ให้เผาศพของท่าน หากแต่ให้นำสรีระบรรจุไว้ใน อนุสาวรีย์ เพื่อให้ศิษยานุศิษย์และประชาชนได้มากราบสักการะสืบไป คณะกรรมการวัดจึงได้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอย่างเคร่งครัด

ปัจจุบัน สรีระของหลวงพ่อเขียนได้บรรจุไว้ ณ อนุสาวรีย์ภายในวัดสำนักขุนเณร ตำบลวังงิ้ว อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โดยมีประชาชนมากราบไหว้ไม่ขาดสายตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

ความจำเป็นเลิศและเมตตาธรรมของหลวงพ่อ

แม้หลวงพ่อจะมีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ ความจำของท่านยังคงชัดเจน ไม่หลงลืมแม้แต่น้อย ท่านสามารถจดจำชื่อและเรื่องราวของศิษย์ได้อย่างแม่นยำ มีตัวอย่างหนึ่งจาก อาจารย์บันลือ พฤกษะวัน ซึ่งเป็นอาจารย์ระดับชั้นพิเศษจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก เล่าว่า ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทในต่างประเทศ เขาได้มากราบลาหลวงพ่อ เมื่อกลับมาหลังเรียนจบ ก็แวะมากราบอีกครั้ง ท่านก็ทักว่า "กลับมาจากเมืองนอกแล้วหรือ" แสดงให้เห็นถึงความจำแม่นยำและเมตตาอันเป็นธรรมชาติของหลวงพ่อ

อีกหนึ่งลักษณะเด่นของท่านคือ ไม่เคยขัดนิมนต์ ไม่ว่าผู้ใดจะมานิมนต์ไปกิจนิมนต์ใกล้หรือไกล หากไม่ขัดกับพระธรรมวินัยและไม่กระทบศีล สมาธิของท่าน ท่านจะเมตตาไปร่วมกิจกรรมทุกครั้งไม่เคยปฏิเสธ ทำให้ท่านเป็นที่รักของผู้คนทุกหมู่เหล่า

บารมีไม่จางหาย

หลังการมรณภาพ แม้ท่านจะจากไปแล้ว แต่ อำนาจจิตและบารมี ของหลวงพ่อเขียนยังคงเป็นที่เคารพบูชา วัตถุมงคลที่ท่านจัดสร้างด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบแทน เป็นที่ต้องการของศิษยานุศิษย์และผู้ศรัทธาอย่างกว้างขวาง ผู้ที่ได้บูชาไว้ต่างพบกับประสบการณ์ที่น่าอัศจรรย์หลายประการ วัตถุมงคลของหลวงพ่อจึงไม่เพียงแต่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หากยังเป็นอนุสรณ์ของพระผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ปัญญา และขันติธรรมอันสูงส่ง