อภินิหาร ความศักดิ์สิทธิ์ และวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต
อภินิหาร ความศักดิ์สิทธิ์ และวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน
รวมเรื่องราวอัศจรรย์และบารมีของหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต แห่งวัดสำนักขุนเณร ที่เกิดขึ้นจริงจากปากคำของศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคยประสบเหตุการณ์เหล่านี้

๑. ผู้ยักยอกเงินสร้างอุโบสถ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ขณะนั้นหลวงพ่อเขียนยังจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู และมีโครงการก่อสร้างพระอุโบสถ พร้อมกำแพงแก้ว ซุ้มประตู และเจดีย์ โดยได้รับการร่วมแรงร่วมใจจากชาวบ้าน ทายกทายิกา และลูกศิษย์ทั้งหลาย ที่ช่วยกันสละทรัพย์ตามกำลังศรัทธา
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการดำเนินงาน ทายกผู้หนึ่งซึ่งรับหน้าที่ดูแลเงินและบัญชีของโครงการ ได้แอบยักยอกเงินบริจาคจำนวนมากไปใช้ส่วนตัว โดยนำไปซื้อที่ดิน ทำไร่ทำนา และปลูกสร้างบ้านเรือนใหญ่โต เมื่อความผิดถูกสงสัย ทายกผู้นี้ได้ทำลายหลักฐานบัญชีเดิมทั้งหมด และจัดทำบัญชีปลอมขึ้นมาใหม่
เมื่อหลวงพ่อเขียนเรียกเงินที่เหลือมาเพื่อจ่ายเป็นค่าจ้างช่าง ทายกกลับปฏิเสธว่า เงินหมดไปตามบัญชีแล้ว ทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงักทันที และไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ชาวบ้านเมื่อทราบเรื่องก็พากันมาต่อว่าถามไถ่หลวงพ่อ ซึ่งท่านได้กล่าววาจาอันศักดิ์สิทธิ์ต่อหน้าชาวบ้านด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า:
"ใครมันโกงเงินสร้างโบสถ์ ไม่ว่ารายไหนก็รายนั้น มันจะต้องคลานขี้คลานเยี่ยว มันจะฉิบหายวายวอด ในที่สุดต้องถือกะลาขอทานเขากิน มันไม่เจริญสักคนหรอกน่อ..."
ต่อมาไม่นาน วาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อก็ปรากฏเป็นจริง ทายกผู้นั้นพร้อมภรรยาและบุตรชายบุตรสาว ต่างพากันเจ็บป่วยอย่างไม่มีสาเหตุ อาการคล้ายกันคือคันลูกนัยน์ตา รักษาอย่างไรก็ไม่หาย จนสุดท้ายตาบอดกันหมดทั้งครอบครัว แม้แต่หลานซึ่งเป็นลูกของลูกชายลูกสาว ก็ตาบอดข้างหนึ่งทุกคน
ครอบครัวนี้ต้องทนทุกข์ทรมาน คลานขี้คลานเยี่ยวอย่างที่หลวงพ่อว่าไว้ทุกประการ เงินทองที่มีอยู่ต้องขายไร่นาและทรัพย์สินไปใช้รักษาตัว แต่ก็ไม่อาจรักษาให้หายได้ จนสิ้นเนื้อประดาตัว ลูกหลานต้องพากันเที่ยวขอทานเขากิน ท้ายที่สุด คนในตระกูลก็ล้มหายตายจาก เหลือเพียงเงาอดีต ไม่มีใครในวงศ์วานว่านเครือหลงเหลืออยู่ในตำบลวังตะกูอีกเลย
๒. ม้าหลวงพ่อแบ่งเป็นสามฝูง
นอกจากหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต จะเป็นพระผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ศีลาจารวัตรอันงดงาม และบารมีอันเป็นที่เคารพบูชาแล้ว ยังเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ท่านเลี้ยงม้าไว้เป็นจำนวนมาก และดูแลพวกมันด้วยความเอาใจใส่ เสมือนหนึ่งเลี้ยงดูศิษย์ผู้จงรักภักดี
การเลี้ยงม้าของหลวงพ่อเริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นพรรษาที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู และได้ขยายพันธุ์ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๗ จนม้าของหลวงพ่อมีจำนวนมากถึง ๗๐ ตัว โดยที่ท่านเลี้ยงดูด้วยความรักและเมตตาอย่างแท้จริง
เมื่อจำนวนม้ามากขึ้น ก็เกิดสิ่งน่าอัศจรรย์ขึ้นอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ม้าเหล่านี้ ได้แบ่งพวกกันเองโดยอัตโนมัติ ออกเป็น สามฝูง โดยแต่ละฝูงมีผู้นำ หรือที่เรียกกันว่า "จ่าฝูง" เป็นตัวนำ และแต่ละฝูงมีจำนวนม้าใกล้เคียงกัน โดยจัดแบ่งได้ดังนี้:
- ฝูงที่ ๑ มี "อ้ายเขียวยักษ์" เป็นจ่าฝูง
- ฝูงที่ ๒ มี "อ้ายสีประดู่" เป็นจ่าฝูง
- ฝูงที่ ๓ มี "อ้ายแสงจันทร์" เป็นจ่าฝูง
ในฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่หญ้าแห้งและแหล่งอาหารธรรมชาติลดลง หลวงพ่อจะปล่อยม้าเหล่านี้ออกไปหากินเองตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีคนเลี้ยงควบคุม ม้าแต่ละฝูงจะออกเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์ เช่น บ้านห้วยแห้ง มะกอกงอ ไทรย้อย และห้วยเรียงใต้ เป็นต้น โดยที่ฝูงต่าง ๆ จะกระจายกันอยู่ในบริเวณไม่ห่างกันมากนัก ห่างกันราว ๒๐๐ เมตร แต่ละฝูงก็จะมีจ่าฝูงของตนเป็นผู้นำในทิศทางการเคลื่อนไหว และตัดสินใจร่วมกันเป็นเอกภาพ
สิ่งที่น่าประหลาดใจและน่าเลื่อมใสคือ เมื่อถึงเวลาเย็น ม้าแต่ละฝูงจะทยอยเดินกลับเข้าคอกที่วัดด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีใครไปตามหรือขับไล่เลยแม้แต่น้อย เสมือนมีความรู้เวลาหรือจิตสำนึกว่าวัดคือบ้านของตน และควรกลับในยามค่ำ
ในฤดูอื่นที่ไม่ใช่หน้าแล้ง หลวงพ่อจะเป็นผู้เตรียมอาหารไว้ให้เอง ท่านมักจะนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำ แล้วกองไว้เป็นจุด ๆ หลายจุดในบริเวณวัด เพื่อให้ม้าแต่ละฝูงได้มากินอย่างทั่วถึง บางครั้งหลวงพ่อยังนำ น้ำตาลปี๊บมาป้อนให้ลูกม้า เพื่อเพิ่มพลังงานและสร้างความอบอุ่น โดยทำด้วยความรักใคร่เอ็นดูเสมือนลูก
การเลี้ยงม้าของหลวงพ่อมิใช่เพียงเพื่อใช้งาน หากแต่เป็นการฝึกฝนใจให้มีเมตตา อดทน และเสียสละ โดยม้าแต่ละตัวก็มีวินัย ไม่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายแก่ผู้ใด ทั้งยังตอบแทนหลวงพ่อด้วยความซื่อสัตย์และภักดีอย่างยิ่ง
๓. เรื่องอัศจรรย์ที่เกิดกับนายอินทร์ บุญต้อ
ในบรรดาเหตุการณ์อภินิหารที่แสดงถึงวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ นายอินทร์ บุญต้อ ผู้เป็นพี่เขยของหลวงพ่อ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่งที่ยืนยันถึงบารมีและอำนาจจิตของท่าน
เหตุการณ์แรก: มีดบาดขาม้า – กลับมาบาดเจ้าของ
วันหนึ่ง ม้าของหลวงพ่อเขียนได้หลุดจากคอก ออกไปกินข้าวในแปลงนาใกล้บ้านของนายอินทร์ บุญต้อ ซึ่งเป็นพี่เขยของหลวงพ่อ ด้วยความโมโห นายอินทร์จึงคว้ามีดแล้วขว้างใส่ม้าด้วยแรงโทสะ มีดนั้นฟันเข้าที่ขาม้าพอดี จนได้รับบาดเจ็บ
เมื่อหลวงพ่อเห็นบาดแผล จึงไต่ถามว่าม้าไปถูกอะไรมา นายหลี ซึ่งเป็นหลานของหลวงพ่อและเป็นหลานของนายอินทร์ด้วย จึงกราบเรียนความจริงว่า "ปู่เป็นคนขว้างมีดใส่ม้าครับ"
หลวงพ่อมิได้แสดงความโกรธหรือตำหนิอะไร เพียงแต่กล่าวขึ้นด้วยเสียงเรียบเฉยว่า:
"ถ้าไม่ใช่พี่เขยละก้อมึง..."
ประโยคนี้หลวงพ่อกล่าวเพียงเท่านั้น ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ด้วยจิตที่สงบระงับ
สองวันถัดมา นายอินทร์ได้ออกไปหวดหญ้าที่รั้วข้างบ้าน แต่ในขณะฟันหญ้าอยู่นั้น มีดในมือกลับกระเด็นอย่างประหลาด มาฟันเข้าที่ขาของเขาเองอย่างแม่นยำ ตรงจุดที่คล้ายกับที่เคยฟันม้าไว้ หลวงพ่อทราบข่าว จึงทำ "น้ำมันมนต์" ให้ไปทาแผล ทำให้แผลนั้นค่อย ๆ หายดีในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ที่สอง: งูกัดนิ้ว – เพราะเหล็กแหลมแทงม้า
หลังจากเหตุการณ์ครั้งแรกผ่านไปไม่นาน วันหนึ่ง ม้าของหลวงพ่อก็กลับไปกินข้าวของนายอินทร์อีกครั้ง คราวนี้นายอินทร์ยิ่งโกรธกว่าเดิม จึงคว้า เหล็กแหลม แทงเข้าไปที่ขาหน้าม้า เหล็กแหลมนั้นติดคาขาม้าอยู่ หลวงพ่อเห็นเข้าก็รีบเข้าไปช่วยถอนเหล็กแหลมออกด้วยมือของท่านเอง
คืนนั้น ขณะนายอินทร์นั่งสนทนากับญาติพี่น้องอยู่ที่ระเบียงเรือน โดยมิได้ระแวงสิ่งใด จู่ ๆ ก็มี งูตัวหนึ่งหล่นจากหลังคา และกัดเข้าที่นิ้วก้อยเท้าของนายอินทร์อย่างแม่นยำทันที อาการบวมและปวดรุนแรงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแผลที่นิ้วเน่าและนิ้วก้อย หลุดออกไปในที่สุด
ด้วยความเจ็บปวดและสำนึกผิดอย่างยิ่ง นายอินทร์จึงมากราบขอขมาต่อหลวงพ่อเขียน พร้อมยอมรับความผิดของตนเองทุกประการ หลวงพ่อมิได้ถือโทษโกรธเคือง กลับมีเมตตาเต็มเปี่ยม ท่านได้ทำน้ำมันมนต์ให้ และใช้ป้ายแผลให้นายอินทร์ด้วยมือของท่านเอง ไม่นานแผลก็หายเป็นปกติ
เหตุการณ์ทั้งสองนี้ แม้จะเกิดกับผู้ที่ใกล้ชิดกับหลวงพ่ออย่างพี่เขย แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึง วาจาสิทธิ์ และพลังของ กรรม อย่างชัดเจน หลวงพ่อหาได้สาปแช่งใครไม่ ท่านเพียงกล่าวคำออกไปด้วยความรู้แจ้งในเหตุและผลเท่านั้น แต่ผลแห่งกรรมนั้นก็บังเกิดขึ้นอย่างไม่คลาดเคลื่อน
เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สอนให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเท่านั้น หากแต่ยังตอกย้ำว่า ความเมตตา อภัย และขันติธรรมของท่านอยู่เหนือความโกรธเกลียด และเป็นสิ่งที่ผู้คนรุ่นหลังควรถือเป็นแบบอย่างทางจิตใจสืบไป
๔. อภินิหารในพิธีพุทธาภิเษก
พิธีพุทธาภิเษกกลางสายฝนที่หยุดเป๊ะตามคำหลวงพ่อ
ในช่วงหนึ่งของสมัยอาจารย์ประทุม สุนทรเกล้า ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังตะกู ท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อเขียน ณ วัดสำนักขุนเณร เพื่อขออนุญาตหล่อรูปเหมือนและจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อเขียน โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดพิธีพุทธาภิเษก พร้อมทั้งนำรายได้จากการเช่าบูชาไปใช้ในการบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดวังตะกู หลวงพ่อเขียนอนุญาตให้จัดพิธีตามคำขอด้วยเมตตา
เมื่อถึงวันประกอบพิธี คณะกรรมการได้อาราธนาเกจิอาจารย์ผู้เรืองเวทหลายรูปมาร่วมในงานพุทธาภิเษก ณ ลานวัดวังตะกู ขณะพิธีดำเนินไปได้ประมาณ ๑๐ นาที ท้องฟ้ายังแจ่มใสดีอยู่ แต่แล้วจู่ ๆ ก็เกิดพายุฝนตกลงมาอย่างหนักโดยไม่ทันตั้งตัว พระอาจารย์ที่มาร่วมพิธีต่างพากันหลบขึ้นกุฏิ เหลือเพียงหลวงพ่อเขียนเพียงรูปเดียวที่ยังนั่งสงบอยู่ในพิธี
คณะศิษยานุศิษย์ได้พยายามนิมนต์หลวงพ่อให้ขึ้นกุฏิเช่นกัน แต่หลวงพ่อกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า:
" ฝนมันตกไม่นานหรอกน่อ... มันตกแค่ ๕ นาทีเท่านั้นก็หยุดแล้ว เทวดาเขาให้ฤกษ์ดีน่อ "
คำกล่าวของหลวงพ่อสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนในที่นั้น คณะกรรมการจึงทดลองจับเวลาเพื่อตรวจสอบคำของหลวงพ่อ และเป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะเมื่อครบ ๕ นาทีพอดิบพอดี ฝนก็หยุดตกลงอย่างฉับพลัน ไม่มีแม้แต่เม็ดฝนหลงเหลือลงมาอีกแม้แต่เม็ดเดียว
หลังฝนหยุด อาจารย์ประทุมได้นำผ้าไตรมาให้หลวงพ่อเปลี่ยน เพราะเข้าใจว่าท่านคงเปียกฝนทั่วทั้งตัว แต่หลวงพ่อกลับยิ้มและกล่าวว่า:
“ไม่เปลี่ยนน่อ”
เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็ปรากฏว่า จีวรของหลวงพ่อแห้งสนิท ไม่เปียกแม้แต่หยดเดียว ยิ่งกว่านั้น บริเวณที่ฝนตกนั้นมีเพียงแค่พื้นที่ในเขตวัดเท่านั้น นอกเขตวัดกลับไม่มีฝนตกเลยแม้แต่น้อย เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ร่วมพิธีนับร้อย จนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นอภินิหารของหลวงพ่อแท้จริง”
เหรียญหลวงพ่อเขียน ปกป้องเจ้าของจากหมีคลั่ง
หลังจากพิธีพุทธาภิเษกเสร็จสิ้นลง คณะกรรมการวัดได้นำพระเครื่องและเหรียญรุ่นต่าง ๆ ของหลวงพ่อเขียนออกให้ประชาชนเช่าบูชา ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นอย่างมากเพราะต่างประทับใจในเหตุการณ์อัศจรรย์ก่อนหน้านี้
ในงานนั้นมีการจัดแสดงมหรสพหลายรูปแบบ รวมถึงโรงแสดงสัตว์ที่นำสัตว์นานาชนิดมาให้ชม เจ้าของโรงสัตว์คนหนึ่งได้เช่าบูชาเหรียญ "ดอกจิก" ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อเขียน ด้านหลังเป็นรูปหลวงพ่อทบ และยังเช่าเหรียญ “กงจักร” ของหลวงพ่อเขียนอีกหนึ่งเหรียญ ทั้งสองเหรียญนั้นเขาได้นำมาคล้องคอติดตัวไว้ตลอดเวลา
แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น… ขณะมีผู้คนกำลังชมการแสดงอย่างเพลิดเพลิน หมีที่ถูกขังในกรง ได้แหกกรงหลุดออกมาอาละวาดกลางลานวัด ผู้คนต่างแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน เจ้าของโรงสัตว์รีบคว้าไม้พลองไล่หมีเข้ากรงตามที่เคยทำ แต่ครั้งนี้เจ้าหมีกลับไม่เกรงกลัว มันพุ่งเข้าหาเจ้าของทันที ใช้ทั้งกรงเล็บและเขี้ยวตะปบเข้าใส่ไม่ยั้ง
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดเจ้าหมีกลับเป็นฝ่ายอ่อนแรงและยอมกลับเข้ากรงไปเองอย่างน่าแปลกใจ
เมื่อเหตุการณ์สงบลง เจ้าของโรงสัตว์ซึ่งมั่นใจว่าตนเองต้องได้รับบาดเจ็บแน่นอน จึงรีบตรวจสอบร่างกายตัวเอง ปรากฏว่า... ไม่มีแม้แต่บาดแผลใด ๆ จากการถูกกัดหรือตะปบ มีเพียงรอยบุ๋มจากเขี้ยว และรอยข่วนจากเล็บที่เป็นเพียงรอยแดงเล็ก ๆ เท่านั้น
เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตะลึงแก่ผู้คนที่อยู่ในงานเป็นอย่างยิ่ง ต่างพากันแย่งกันเช่าบูชาเหรียญของหลวงพ่อเขียนกันอย่างคึกคัก เจ้าของโรงสัตว์เองถึงกับกล่าวว่า:
"ผมเชื่อแล้วครับว่าหลวงพ่อท่านคุ้มครองผมไว้จริง ๆ"
ด้วยความศรัทธาอย่างลึกซึ้ง เขาได้นำรายได้จากการแสดงละครสัตว์มาบูชาเหรียญของหลวงพ่อเขียนเพิ่มเติม รวมทั้งถวายเงินส่วนหนึ่งให้แก่วัดวังตะกูเพื่อร่วมบูรณะอีกด้วย
๕. ม้าหลวงพ่อเขียน
ม้าของหลวงพ่อย้ายโดยไร้การจูง – จากวัดวังตะกูสู่วัดสำนักขุนเณร
หลังจากที่กำนันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ ได้อาราธนานิมนต์หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต ไปจำพรรษายังวัดสำนักขุนเณร จังหวัดพิจิตร ปรากฏว่า ฝูงม้าของหลวงพ่อทั้งหมดซึ่งเคยอยู่ที่วัดวังตะกู ก็ได้พากันย้ายไปยังวัดสำนักขุนเณรโดยไม่มีใครต้องไล่ต้อนหรือจูงจูงใด ๆ ทั้งสิ้น
ไม่มีเชือก ไม่มีคนขี่ หรือคนควบคุม—ม้าเหล่านั้นต่าง เดินทางกันไปเองอย่างมีจุดหมาย ราวกับเข้าใจในเจตจำนงของหลวงพ่ออย่างลึกซึ้ง และนับจากวันนั้น ม้าทั้งหมดก็ไม่เคยหวนกลับมาที่วัดวังตะกูอีกเลยแม้แต่ตัวเดียว
พฤติกรรมเช่นนี้นับเป็นเรื่องแปลกอัศจรรย์ในสายตาชาวบ้านอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าฝูงม้าจำนวนมากเช่นนี้ย่อมมีนิสัยแตกต่าง และไม่น่าจะเคลื่อนย้ายพร้อมกันอย่างสันติ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีการควบคุม
ฝูงม้าตามหลวงพ่อถึงวัดชอนไพร โดยไม่มีใครบอกทาง
ความอัศจรรย์ของม้าแห่งหลวงพ่อเขียนยังปรากฏให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งหลวงพ่อเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด ตำบลชอนไพร จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อร่วมประกอบพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ณ วัดชอนไพร
ในการเดินทางครั้งนั้น หลวงพ่อเดินทางด้วยรถยนต์จากวัดสำนักขุนเณร ไปยังสถานีรถไฟบางมูลนาก เปลี่ยนขบวนที่สถานีตะพานหิน และต่อรถยนต์ไปยังวัดชอนไพรโดยลำพัง ไม่มีม้าตัวใดติดตามไปด้วย
แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความอัศจรรย์ให้แก่ผู้คนทั้งวัดสำนักขุนเณรและวัดชอนไพรอย่างใหญ่หลวง เพราะ ในวันรุ่งขึ้นหลังจากหลวงพ่อเดินทางถึงวัดชอนไพร ม้าทั้งฝูงของท่านที่อยู่ห่างออกไปร่วมร้อยกิโลเมตร เริ่มทยอยกันเดินทางมาถึงวัดชอนไพรทีละ ๒ ถึง ๓ ตัว
ม้าเหล่านั้นไม่มีผู้ใดจูง ไม่มีการควบคุม ไม่มีการฝึกใด ๆ ให้รู้เส้นทาง แต่มันสามารถวิ่งข้ามดงข้ามป่า ลัดเลาะหมู่บ้าน ทุ่งนา และภูเขามาได้อย่างถูกต้องตรงถึงวัดชอนไพร—ทั้งที่ม้าเหล่านั้นไม่เคยเคยเดินทางไปยังวัดแห่งนี้มาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ระยะทางระหว่างวัดสำนักขุนเณร อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ถึงวัดชอนไพร อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ไกลเป็นร้อยกิโลเมตร ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวและไร้ป้ายบอกใด ๆ แต่ฝูงม้ากลับมาถึงวัดชอนไพรครบทุกตัว
เมื่อพิธีพุทธาภิเษกเสร็จสิ้น หลวงพ่อได้เดินทางกลับวัดสำนักขุนเณรโดยรถยนต์ ส่วนฝูงม้าก็เช่นเดิม—ทยอยกันกลับสู่วัดสำนักขุนเณรตามเส้นทางเดิม ด้วยตนเอง โดยไม่มีใครต้องจูงหรือควบคุม
เรื่องราวนี้ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์เกิดความเลื่อมใสและฉงนสนเท่ห์ไปพร้อมกัน ต่างเชื่อว่า เป็นผลแห่งบารมีของหลวงพ่อเขียน ที่สามารถปลุกเร้าจิตแห่งสัตว์ให้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีอย่างไม่มีข้อแม้
๖. เจ้าหมีควายแช่น้ำในโอ่งจนถูกตี
ในช่วงที่หลวงพ่อเขียนจำพรรษาอยู่ ณ วัดวังตะกู ท่านได้รับสัตว์หลายชนิดจากชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธานำมาถวาย หนึ่งในนั้นคือหมีควายตัวหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีขนาดใหญ่และน่าเกรงขาม แต่ก็กลับมีนิสัยเชื่อง ไม่เคยทำอันตรายผู้ใด หลวงพ่อจึงเลี้ยงไว้ด้วยความเมตตา โดยให้อยู่ในกรงภายในวัด
อย่างไรก็ดี บางครั้งเจ้าหมีก็จะแหกกรงออกมาเที่ยวเล่นอย่างอิสระ และด้วยความขี้เล่น วันหนึ่งเจ้าหมีหลุดออกจากกรงแล้วเดินเพ่นพ่านไปในหมู่บ้าน จนไปพบโอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่บ้านชาวบ้านหลังหนึ่ง เจ้าหมีเห็นน้ำในโอ่งมีระดับพอเหมาะ จึงลงไปแช่ตัวคลายร้อนอยู่ในนั้น
แต่เมื่อถึงเวลาจะขึ้นจากโอ่ง กลับขึ้นไม่ได้เพราะปากโอ่งแคบและลื่น เจ้าหมีพยายามดิ้นรนจนทำให้โอ่งพลัดตกจากที่ตั้งและแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อเจ้าของบ้านกลับมาเห็นสภาพโอ่งแตกก็โกรธจัด คว้าไม้ตีเจ้าหมีหลายครั้งโดยที่หมีไม่ตอบโต้แม้แต่น้อย และรีบวิ่งหนีกลับวัดในทันที
ครูเจริญ อาจอง กรรมการวัดในขณะนั้น เห็นเหตุการณ์ตลอดจึงไปเล่าให้หลวงพ่อฟังด้วยอารมณ์ขัน หลวงพ่อเพียงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้า ๆ ว่า:
" มันตีหมี่กูได้น่อ...โอ่งมันสักเท่าไหร่ อย่างนี้ต้องเอาตำรวจจับดีน่อ... "
วันรุ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ชายเจ้าของบ้านกลับเชิญเพื่อนบ้านมาร่วมเล่นการพนันไพ่ตองในบ้านของตนเองอย่างเงียบ ๆ แต่แล้วก็ถูกตำรวจสายตรวจเข้าจับกุมฐานลักลอบเล่นการพนัน เหตุการณ์นี้สร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนในละแวกนั้นอย่างมาก หลายคนเชื่อว่าเป็นผลจาก อาถรรพ์วาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อ โดยแท้
๗. ตาบอดเพราะยิงกวางหลวงพ่อ
ครั้งหนึ่งในช่วงที่หลวงพ่อเขียนจำพรรษาอยู่ที่วัดวังตะกู มีผู้ศรัทธานำลูกกวางน้อยมาถวายหลวงพ่อ ท่านรับไว้ด้วยเมตตาและเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด โดยได้นำผ้าเหลืองมาผูกคอกวางเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นกวางของวัด ไม่ใช่กวางป่า
กวางตัวนั้นเติบโตขึ้นอย่างเชื่องมาก มักเดินตามหลวงพ่อไปในทุกที่ที่ท่านไป บางครั้งกวางจะเดินเข้าไปในไร่นาของชาวบ้านเพื่อหากิน และก่อความเสียหายโดยไม่ตั้งใจ
ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อจึงตัดสินใจมอบกวางตัวนี้ให้อาจารย์เทิน เจ้าอาวาสวัดสำนักขุนเณรเป็นผู้ดูแลแทน ก่อนจะส่งกวางไป ท่านได้กล่าวขึ้นเปรย ๆ ว่า:
" เอ็งไปอยู่กับอาจารย์เทินวัดสำนักน่อ แล้วไม่ต้องกลับมาหาข้าอีกน่อ... "
นับแต่นั้นเป็นต้นมา กวางของหลวงพ่อก็ไม่เคยย้อนกลับมายังวัดวังตะกูอีกเลย แม้ระยะทางระหว่างสองวัดจะไม่ห่างกันนัก
เมื่ออยู่กับอาจารย์เทิน กวางก็ยังคงมีนิสัยติดเจ้าของ หากอาจารย์เทินออกจากวัดไปกิจนิมนต์ที่ใด กวางจะออกเดินตามหา และไม่ยอมหยุดจนกว่าจะพบ แม้จะต้องเดินเข้าไปถึงบ้านของชาวบ้านก็ตาม
กระทั่งวันหนึ่ง ขณะกวางออกไปหากินในหมู่บ้าน กลับถูกชาวบ้านที่ไม่รู้ว่ากวางนี้เป็นของวัด เข้าใจผิดว่าเป็นกวางป่า จึงไล่ยิงด้วยปืนลูกซอง แต่ยิงไม่ถูก จนกระทั่งมีคนสังเกตเห็นผ้าเหลืองที่คอกวางจึงร้องห้ามว่าเป็นกวางของหลวงพ่อ
เจ้ากวางจึงวิ่งหนีต่อไปและบังเอิญผ่านหน้าชายคนหนึ่งซึ่งไม่รู้เรื่องราว ชายผู้นั้นคว้าปืนยาวขึ้นมาเล็งยิง และกระสุนหนึ่งลูกยิงเข้าตาซ้ายของกวาง ทำให้ตาข้างนั้นบอดสนิท
ไม่นานนัก ชายผู้นั้นได้เข้าไปตัดไม้ในป่า ขณะกำลังโค่นต้นไม้ใหญ่ กิ่งไม้กลับหักตกลงมาทิ่มเข้าตาขวาของเขาอย่างแรง จนลูกตาแตกและบอดสนิท เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านที่ทราบเรื่องต่างพากันสยบในความอัศจรรย์ และเชื่อมั่นว่า เป็นผลจากการกระทำที่ตรงกับวาจาของหลวงพ่อ—มิใช่เพียงความบังเอิญธรรมดา
๘. พระเนตรพระประธานในอุโบสถถูกลัก
ครั้งหนึ่ง ในช่วงที่หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต เดินทางไปจำพรรษาที่วัดชอนไพร จังหวัดเพชรบูรณ์ เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นที่วัดวังตะกู อันเป็นวัดที่หลวงพ่อเคยพำนักอยู่ก่อนหน้านั้น
ในคืนหนึ่ง ขณะที่หลวงพ่อไม่อยู่ มีคนร้ายลอบเข้าไปในพระอุโบสถกลางดึก แล้วทำการลักพระเนตรของพระประธานในอุโบสถไปทั้งสองข้าง โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เมื่อหลวงพ่อกลับมาถึงวัด ครูเจริญ อาจอง กรรมการวัดและลูกศิษย์ใกล้ชิด ได้รีบเข้าไปกราบเรียนเหตุการณ์ให้หลวงพ่อทราบ
เมื่อได้ยินดังนั้น หลวงพ่อจึงเดินไปดูองค์พระประธานในอุโบสถด้วยตนเอง ท่านมิได้แสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยว เพียงแต่เดินกระทำทักษิณาวัตรรอบองค์พระประธานจำนวน ๓ รอบ จากนั้นจึงเดินกลับขึ้นกุฏิอย่างสงบ และกล่าวขึ้นเบา ๆ ว่า
" อ้ายตาบอดมาลักไปได้...ไม่กลัวเวรเลยน่อ "
ถ้อยคำนั้นเป็นเพียงคำบ่นเปรยของหลวงพ่อในเวลานั้น แต่กลับกลายเป็นถ้อยวาจาสิทธิ์ที่สะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาไม่นานต่อมา
สองสามวันให้หลัง ขณะที่ครูเจริญกลับมาจากโรงเรียนในช่วงเย็น ได้ยินเสียงโกลาหลจากบ้านข้าง ๆ ซึ่งกำลังมีการเชิญเจ้าทรงลงรักษาผู้ป่วยชายคนหนึ่ง ชื่อ "แสวง" ชาวบ้านพากันไปร่วมพิธีจำนวนมาก
ทันทีที่เจ้าทรงประทับร่าง ก็กล่าวเสียงดังขึ้นมาว่า
"เจ้าสองคนที่ลักนัยน์ตาพระในโบสถ์ ต้องเอาคืน ถ้าไม่เอาคืน...เจ้าจะตาบอด!"
นายแสวง ผู้ป่วยปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้ลัก แต่เจ้าทรงกลับยืนกรานหนักแน่นว่าพวกเขาทั้งสองคือผู้กระทำ และหากไม่คืน พระจะลงโทษให้บอด
วันรุ่งขึ้น อาการของนายแสวงทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาพร่ามัว มองสิ่งใดไม่เห็น ร่างกายเริ่มทุรนทุรายจนแพทย์ก็ช่วยเหลือไม่ได้ สุดท้ายเขาก็ตาบอดสนิท และเสียชีวิตในอีกสองวันให้หลัง
ส่วนชายอีกคนที่ร่วมก่อเหตุด้วยนั้น เมื่อเห็นชะตากรรมของนายแสวง ก็เกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรง จึงรีบหลบหนีออกจากหมู่บ้าน ทิ้งภรรยาและลูกไว้เบื้องหลัง และจากวันนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นชายผู้นั้นอีกเลย
เหตุการณ์นี้เป็นที่โจษขานไปทั่วหมู่บ้าน ผู้คนต่างกล่าวขานว่า วาจาของหลวงพ่อเขียนที่กล่าวไว้เพียงเบา ๆ นั้น กลับบังเกิดผลจริงดุจเงาตามตัว เป็นอีกหนึ่งอภินิหารและวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อที่แสดงถึงพลังแห่งธรรมและความศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่อาจปฏิเสธ
๙. ไม่ตายโหงหรอก
เรื่องราวอัศจรรย์นี้ถ่ายทอดจากคำบอกเล่าของคุณพี่อุบล ผู้มีส่วนร่วมกับทีมงานจัดทำหนังสือประวัติและความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน วัดสำนักขุนเณร ซึ่งได้บันทึกไว้จากเหตุการณ์จริงในอดีต
ในขณะนั้น คุณอาของคุณพี่อุบล รับราชการเป็นตำรวจ มีหน้าที่ออกตรวจตราพื้นที่ตามภารกิจปกติ วันหนึ่ง ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ ได้เกิดการปะทะกับคนร้าย และในการยิงต่อสู้ครั้งนั้น คุณอาได้รับบาดเจ็บสาหัส กระสุนปืนเจาะเข้าบริเวณหน้าท้อง เป็นแผลลึกและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
หลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการ หลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต ทราบข่าวเข้า ท่านรู้จักคุณอาผู้นั้นดี เพราะเขาเป็นศิษย์ผู้มีศรัทธาแรงกล้าต่อหลวงพ่อ และเคยมากราบเรียนธรรมกับหลวงพ่อเป็นประจำ เมื่อทราบเรื่อง ท่านจึงรีบเดินทางไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง
เมื่อหลวงพ่อมาถึง และได้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้องของผู้บาดเจ็บ ท่านไม่กล่าวสิ่งใด เพียงแต่นั่งลงใกล้ๆ จ้องดูบาดแผลด้วยสายตาสงบ แล้วทำปากขมุบขมิบราวกับกำลังท่องคาถา ครู่หนึ่ง ท่านจึงโน้มตัวลงไปเป่าที่บาดแผล และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า:
" ดวงมึงไม่ตายโหงหรอก "
ถ้อยคำของหลวงพ่อฟังดูเรียบง่าย แต่กลับสะท้อนความมั่นใจอันเปี่ยมด้วยเมตตาและพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างลึกซึ้ง
หลังจากนั้นไม่นาน คุณอาของคุณพี่อุบลก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้น อาการเจ็บแผลกลับบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ และใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งหายดีเป็นปกติ
ผู้คนที่รู้ข่าว ต่างพากันประหลาดใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะจากแผลที่สาหัสและอาการที่เกือบสิ้นหวัง กลับกลายเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แห่งการฟื้นตัว และที่สำคัญที่สุด คือคำพูดเพียงประโยคเดียวของหลวงพ่อเขียน กลับเปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้บาดเจ็บให้รอดพ้นจากความตายได้ราวกับปาฏิหาริย์
เรื่องนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งอภินิหารและวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน ที่เล่าสืบต่อกันมาด้วยความเคารพและเลื่อมใส เป็นบทพิสูจน์ถึงคุณธรรมและพลังจิตอันเปี่ยมด้วยเมตตาของท่าน ที่คุ้มครองผู้ศรัทธาให้พ้นภัยในยามคับขัน
๑๐. วาจาสิทธิ์ "ปากจะเน่า"
เรื่องราวอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นกับ "เจ้าเขียวยักษ์" ม้าคู่ใจของหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต ซึ่งท่านเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด และได้ปลุกเสกให้ม้ามีอิทธิคุณแคล้วคลาดจากภยันตราย โดยเสกหญ้าและข้าวเปลือกให้กินเป็นประจำ พร้อมกับลงอักขระไว้ที่เล็บเท้าทั้งสี่
วันหนึ่ง ม้าตัวนี้ได้หลุดจากคอกและเข้าไปในนาของ "มรรคทายกนวม" ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณวัด มรรคทายกเกิดความไม่พอใจที่ข้าวในนาได้รับความเสียหาย จึงคว้าปืนลูกซองยิงใส่ม้าทันที กระสุนลูกซองถูกตัวเจ้าเขียวยักษ์เต็มๆ แต่กลับไม่ระคายผิวหนังแม้แต่น้อย ม้ามิได้สะดุ้งสะเทือนหรือมีรอยกระสุนใด ๆ ให้เห็น ทำให้ผู้เห็นเหตุการณ์ต่างพากันอัศจรรย์ใจ
ภรรยาของมรรคทายกนวมชื่อ "นางมา" ยืนอยู่ใกล้เหตุการณ์ เธอเห็นว่าลูกปืนไม่สามารถทำอันตรายม้าได้ก็ยิ่งโกรธมากขึ้น ด้วยความโมโหและขาดสติ นางมาจึงได้เดินไปที่หน้ากุฏิหลวงพ่อ พร้อมกับตะโกนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย หาว่าหลวงพ่อเลี้ยงม้าไม่ดี ปล่อยให้ไปสร้างความเสียหายให้ชาวบ้าน
หลวงพ่อเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเพียงประโยคสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
" มึงทำเป็นด่ากูดีไปเถอะ...ระวังปากมึงจะเน่า "
คำพูดของหลวงพ่อฟังดูเรียบง่าย แต่ก็มีพลังแห่ง "วาจาสิทธิ์" อย่างแท้จริง
ไม่นานหลังจากนั้น นางมาก็เริ่มมีอาการเจ็บปาก โดยไม่มีสาเหตุ ปากของเธอเริ่มบวมแดง ก่อนจะกลายเป็นอาการ "เน่า" อย่างรุนแรง ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ กลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ และอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง คนในหมู่บ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพราะคำของหลวงพ่อ
เมื่อหลวงพ่อทราบข่าวก็เกิดความสงสาร ท่านจึงบอกให้นางขาว ภรรยาของแป๊ะหลี ไปแจ้งกับนางมาให้นำดอกไม้ ธูป เทียน มากราบขอขมาที่วัด
นางมาเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ก็รีบจัดหาของและเดินทางมาขอขมาหลวงพ่อทันที ไม่แข็งขืนดื้อดึงดั่งเดิม หลังจากนั้น อาการของนางมาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จนหายเป็นปกติในที่สุด
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้นางมามีความเคารพเลื่อมใสในหลวงพ่อยิ่งนัก ไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาหยาบคายหรือด่าว่าผู้อื่นอีกเลย และเรื่องนี้ยังเป็นที่เล่าขานกันในหมู่ชาวบ้านอย่างกว้างขวางในฐานะตัวอย่างของ "วาจาสิทธิ์" ที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมของหลวงพ่อเขียน
๑๑. โรคท้องมาร
เรื่องราวนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แสดงถึง "วาจาสิทธิ์" และอิทธิคุณของหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต ซึ่งชาวบ้านเล่าขานกันไม่รู้จบ
วันหนึ่ง ม้าของหลวงพ่อหลุดออกจากคอกและเข้าไปกินข้าวโพดในไร่ของ "นายเสน" ชาวบ้านในละแวกนั้น ด้วยความโกรธที่ไร่ข้าวโพดเสียหาย นายเสนจึงคว้าจอบวิ่งไล่ม้าด้วยความโมโห เมื่อทันตัว ก็เหวี่ยงจอบฟันใส่หลังม้าเข้าอย่างจัง จนเป็นแผลฉกรรจ์ เลือดไหลไม่หยุด
ม้าของหลวงพ่อวิ่งหนีตะเกียกตะกายกลับมายังวัด เมื่อหลวงพ่อเห็นม้าเดินมาหาด้วยสภาพบาดเจ็บ ก็รับรู้ได้ทันทีว่าเกิดเหตุไม่ดีขึ้นกับสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก ท่านจึงรีบเข้าไปดูแผล แล้วหยิบผ้าสบงของตนเองมาชุบน้ำมันเสก ปิดทับแผลไว้อย่างแน่นหนา แล้วพันทับด้วยผ้าสบงอีกชั้นหนึ่งอย่างประณีต จนในที่สุด แผลก็ค่อย ๆ หายสนิท
อย่างไรก็ตาม แม้แผลจะหายแล้ว แต่บริเวณท้องของม้ากลับหย่อนยานผิดปกติ ราวกับแสดงอาการไม่สมประกอบ เป็นที่น่าประหลาดใจสำหรับผู้ที่พบเห็น
ขณะเดียวกัน ฝ่ายนายเสนเอง กลับเริ่มป่วยด้วยอาการผิดธรรมชาติ กล่าวคือ ท้องเริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร้สาเหตุ อาการคล้ายโรคท้องมาร พุงกางจนลำบากในการเคลื่อนไหว ไปไหนมาไหนแทบไม่ได้ ต้องให้ญาติช่วยกันพยุงเดิน
ด้วยความหวาดกลัวและรู้สึกผิด นายเสนจึงขอให้ญาติพาไปกราบขอขมาหลวงพ่อ ณ วัดสำนักขุนเณร
เมื่อหลวงพ่อเห็นนายเสนมากราบขอขมา ก็รับไว้ด้วยเมตตา แต่ท่านพูดขึ้นว่า...
" โรคมันเกิดขึ้นมาเองได้...มันก็ต้องหายเองได้น่อ "
จากนั้นหลวงพ่อจึงเสกปูนให้ พร้อมกับทาลงบนท้องของนายเสน แล้วพูดขึ้นว่า...
"หายน่อ "
เหตุอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียงไม่นาน อาการป่วยของนายเสนเริ่มทุเลาอย่างน่าอัศจรรย์ และในที่สุดก็หายจากโรคท้องมารโดยสิ้นเชิง ไม่มีอาการหลงเหลืออยู่เลย
เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่ชาวบ้านกล่าวขานถึงอิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อ และเป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังในการกระทำต่อสัตว์ที่อยู่ในความดูแลของพระอริยสงฆ์ผู้มีเมตตาธรรมอันสูงส่ง
๑๒. ต้องอยู่คนเดียว
คุณยายสุบิน เป็นอีกหนึ่งผู้ศรัทธาในหลวงพ่อเขียน ธมฺมรกฺขิโต ที่มีประสบการณ์ตรงกับองค์หลวงพ่อซึ่งยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเธอจนถึงทุกวันนี้
คุณยายเล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีก่อนว่า หลังจากแต่งงานได้ไม่นาน เธอก็เริ่มมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ลักษณะคล้ายโรคกระเสาะกระแสะ เดี๋ยวเป็นเดี๋ยวหาย อาการไม่หนักมากแต่ก็ไม่หายขาด อยู่ในสภาพเช่นนี้เป็นเวลานานหลายเดือนจนเริ่มกระทบต่อชีวิตคู่และจิตใจ
ญาติพี่น้องเห็นท่าไม่ดี จึงพากันไปพึ่งหลวงพ่อเขียน ซึ่งคุณยายเรียกด้วยความเคารพว่า "หลวงตา"
เมื่อไปถึงวัด หลวงตาเขียนเพียงแต่มองหน้าคุณยายครู่หนึ่ง ท่านไม่ได้สอบถามหรือพูดจาอะไรยืดยาว แต่กลับกล่าวกับเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า...
" มึงต้องเลิกกับผัวมึง... มีผัวใหม่ก็ไม่ได้... ชาตินี้มึงต้องอยู่คนเดียว "
ประโยคนั้นเป็นเหมือนสายฟ้าฟาดกลางใจของคุณยายสุบิน แม้จะเศร้าและตกใจ แต่เธอก็ยอมรับในคำของหลวงตาโดยดุษฎี จากวันนั้น คุณยายและสามีก็เริ่มห่างเหินกัน และในที่สุดก็แยกทางกันโดยไม่มีเหตุทะเลาะเบาะแว้งใด ๆ
น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นคือ นับตั้งแต่แยกกันอยู่ อาการเจ็บป่วยของคุณยายกลับค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้พึ่งพายาหรือการรักษาใด ๆ เลย ร่างกายของเธอกลับมาแข็งแรงขึ้นตามลำดับ จนหายสนิทในที่สุด
หลังจากหายดีแล้ว คุณยายสุบินก็ยังคงอาศัยอยู่ในละแวกวัดสุขุมาราม และด้วยความสำนึกในเมตตาและคำชี้แนะของหลวงตา เธอจึงตั้งใจอุทิศตนเป็นผู้ดูแลช่วยทำความสะอาดบริเวณวัดเรื่อยมา แม้อายุจะล่วงเลยเข้าวัยชราแล้วก็ตาม
เรื่องราวของคุณยายสุบินจึงกลายเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่บ่งบอกถึง "ญาณ" อันลึกซึ้งและคำพูดอันเป็นวาจาสิทธิ์ของหลวงพ่อเขียน ที่ยังคงเป็นที่เล่าขานไม่รู้คลายในหมู่ชาวบ้านจนถึงทุกวันนี้
๑๓. ร่มไม่กาง
คุณพี่อุบล หนึ่งในทีมผู้รวบรวมเรื่องราวของหลวงพ่อเขียน ได้เล่าเหตุการณ์น่าประหลาดใจที่เธอได้รับฟังจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เป็นเรื่องที่ยังคงถูกกล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลหลวงพ่อเขียนมาจนถึงทุกวันนี้
เรื่องเกิดขึ้นกับนักเรียนนายร้อยทหารอากาศท่านหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ร่วมในการแสดงกระโดดร่มจากเครื่องบิน ในงานประจำปีที่จัดขึ้นปีละครั้ง โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ ๘,๐๐๐ บาท การแสดงดังกล่าวมีผู้ชมเข้าร่วมจำนวนมาก และทุกคนต่างจับจ้องอย่างลุ้นระทึกในขณะที่นักเรียนคนนี้กระโดดออกจากเครื่องบินกลางอากาศ
อย่างไรก็ตาม เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น – ร่มที่ควรกางออกเพื่อชะลอการตกกลับไม่ทำงาน ร่างของนักเรียนนายร้อยตกดิ่งจากฟ้า พุ่งกระแทกพื้นด้วยแรงมหาศาล ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ชมที่ต่างร้องขึ้นว่า “ตายแน่!”
แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันอย่างเหลือเชื่อ – นักเรียนผู้นั้นเพียงแค่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นครู่หนึ่ง แล้วก็สามารถลุกขึ้นมาได้เอง แม้จะมีอาการจุกและฟกช้ำเพียงเล็กน้อย ไม่มีบาดแผลสาหัสหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตะลึงและงุนงงอย่างที่สุด
หัวหน้านายทหารอากาศนายหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ได้รีบวิ่งเข้าไปยังตัวนักเรียน พร้อมคว้าคอเสื้อเขาขึ้นมาแล้วถามเสียงเข้มด้วยความสงสัยว่า
"มึงมีอะไรดีวะ ถึงไม่เป็นอะไรเลย!"
นักเรียนคนนั้นยังอยู่ในอาการมึนงง พอได้สติก็ค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านหน้า แล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมาให้ทุกคนดู
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนคือ พระรูปหล่อหลวงพ่อเขียน พิมพ์หน้าลิง ซึ่งเขาเหน็บติดตัวไว้มาตลอด
เรื่องนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ยืนยันถึงอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลจากหลวงพ่อเขียน ซึ่งมีผู้ศรัทธาและนำติดตัวเพื่อความคุ้มครองภัยพิบัติและอุบัติเหตุมากมาย และก็มีเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริงเช่นนี้ยืนยันให้เห็นผลอยู่เสมอ
๑๔. เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า
ครั้งหนึ่งได้มีการนัดประชุมคณะกรรมการวัด เพื่อหารือและวางแผนเกี่ยวกับการจัดพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของหลวงพ่อเขียน ณ วัดสำนักขุนเณร โดยกำหนดประชุมไว้ในช่วงบ่าย เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น.
ในวันนั้น กรรมการท่านหนึ่งกำลังเตรียมตัวออกจากบ้านเพื่อเดินทางมาร่วมประชุม แต่ระหว่างนั้นเอง ฟ้าก็มืดครึ้ม ลมแรงพัดกระโชก และมีเค้าฝนกำลังจะตกอย่างหนัก ทำให้ท่านลังเลใจว่าจะเดินทางดีหรือไม่ เพราะเกรงจะเกิดอันตรายหรือไม่สะดวกในการเดินทาง
แต่ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อเขียน กรรมการท่านนั้นจึงตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า:
"ถ้าหลวงพ่อเมตตาให้ลูกไปประชุมได้ ขอให้ลมฝนเบาบางลงจนพอเดินทางได้โดยปลอดภัย"
หลังจากนั้นไม่นานนัก—ประมาณเพียง ๑๐ ถึง ๑๕ นาที—สภาพอากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์ ลมสงบลง ฟ้าเริ่มสว่าง ฝนที่ทำท่าจะตกก็เบาบางลงจนเกือบหยุดสนิท ท่านจึงตัดสินใจเดินทางไปยังวัดตามนัดหมายได้โดยไม่ติดขัด
ระหว่างเดียวกันนั้นเอง ที่วัดซึ่งมีคณะกรรมการบางส่วนมาถึงก่อนแล้ว ก็กำลังนั่งคอยพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ว่า กรรมการท่านนี้คงจะไม่มาแน่ เพราะอากาศแปรปรวนขนาดนี้
แต่หลวงพ่อเขียนซึ่งนั่งร่วมวงอยู่ด้วย กลับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า:
" รอก่อน ประเดี๋ยวก็มาน่อ… "
ไม่นานหลังจากนั้น กรรมการท่านที่ถูกพูดถึงก็เดินทางมาถึงจริง ๆ ท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน
เรื่องนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ผู้ร่วมงานต่างจดจำว่า หลวงพ่อเขียนสามารถล่วงรู้เหตุการณ์ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังเป็นบทพิสูจน์ถึงพลังแห่งศรัทธาและเมตตาธรรมที่ท่านมีต่อผู้เคารพบูชาอย่างลึกซึ้ง
๑๕. อภินิหารหลังมรณภาพ
เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เวลาประมาณตีสาม ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่วัดวังตะกู จังหวัดพิจิตร คนร้ายไม่ทราบจำนวน ได้นำรถยนต์เข้ามาลักลอบขโมยพระพุทธรูปสำคัญสององค์ คือ พระโมคคัลลานะ และพระสารีบุตร ซึ่งหลวงพ่อเขียนเคยหล่อด้วยมือของท่านเองเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ และอัญเชิญไปประดิษฐานในพระอุโบสถของวัดวังตะกูสมัยนั้น
ต่อมาเมื่อพระอุโบสถเก่าได้พังทลายลง อาจารย์สมเกียรติซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์วัดในยุคนั้น ได้นำพระทั้งสององค์ไปประดิษฐานรวมไว้กับพระประธานและพระบูชาองค์ใหญ่ของหลวงพ่อเขียนในพระวิหารหลังใหม่ของวัด
คืนนั้น คนร้ายสามารถไขกุญแจพระวิหารได้และขโมยพระทั้งสององค์ออกมาจากวิหารโดยไม่ถูกจับได้ คนร้ายกลุ่มแรกได้หามพระออกมานอกรั้ววัด เพื่อจะนำขึ้นรถยนต์ที่กลุ่มคนร้ายอีกชุดหนึ่งจอดรออยู่ข้างนอก แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดั่งใจคิด
ทันทีที่หามพระออกไปยังไม่ทันพ้นเขตวัด รถยนต์ของคนร้ายกลับสตาร์ทไม่ติดโดยไม่มีสาเหตุ แม้จะพยายามแก้ไขอย่างไรก็ไม่เป็นผล ฝ่ายคนร้ายที่หามพระออกมาก็เกิดอาการสับสน หารถของพวกตนไม่เจอราวกับตาถูกบัง จึงตัดสินใจนำพระทั้งสององค์ไปซ่อนบริเวณข้างอนุสาวรีย์อัฐิของนายมานพ จันทร์พวง อย่างมิดชิด แล้วรีบออกมาตามหารถอีกครั้ง
เมื่อรถถูกพบและพยายามแก้ไขอยู่พักใหญ่ เวลาก็ล่วงเลยจนเกือบตีห้า รถยังคงสตาร์ทไม่ติด สถานการณ์เริ่มคับขันเพราะใกล้เวลาที่ชาวบ้านจะตื่นมาทำกิจวัตรในวัด จนกระทั่งถึงเวลาราวตีห้ากว่า รถจึงสตาร์ทติดได้ แต่ด้วยความตกใจและหวาดกลัวว่าความลับจะแตก คนร้ายทั้งหมดจึงรีบหลบหนีไปอย่างลนลาน ทิ้งพระพุทธรูปทั้งสององค์ไว้ในบริเวณวัด
รุ่งเช้า ขณะที่ชาวบ้านมาทำกิจวัตรตักน้ำจากสระน้ำในวัด ต่างสังเกตเห็นว่าประตูพระวิหารเปิดอยู่จึงเข้าไปดูใกล้ ๆ และพบว่าพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรหายไป จึงรีบแจ้งเจ้าอาวาสวัดวังตะกู และช่วยกันออกค้นหาพระทั้งสององค์อย่างเร่งด่วนแต่ก็ไม่พบ
เมื่อการค้นหาไม่เป็นผล ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันจุดธูปบอกกล่าวหลวงพ่อเขียน ซึ่งแม้จะละสังขารไปแล้ว แต่ทุกคนยังเคารพนับถือในบารมีและอำนาจจิตของท่าน โดยกล่าวว่า:
" ถ้ามันขโมยไป ก็ขอให้เอาไปอย่างไม่สะดวกน่อ "
หลังจากจุดธูปไม่นาน ชาวบ้านจึงเริ่มออกค้นหาอีกรอบ และในครั้งนี้ นายใหญ่ ทิพย์ประเสริฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมค้นหา ได้เป็นผู้พบพระทั้งสององค์ในที่สุด โดยพระองค์หนึ่งนอนคว่ำ อีกองค์นอนหงาย อยู่ข้างอนุสาวรีย์ของนายมานพ จันทร์พวง
น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะก่อนหน้านี้ชาวบ้านต่างก็วนเวียนค้นหาบริเวณดังกล่าวถึง ๒–๓ รอบ แต่กลับไม่พบอะไรเลย จนกระทั่งหลังจากจุดธูปบอกกล่าวหลวงพ่อเขียน จึงพบพระทั้งสององค์ในจุดเดิมนั้นเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของ “อภินิหารหลังมรณภาพ” ที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับผู้พบเห็น และยิ่งตอกย้ำถึงบารมีของหลวงพ่อเขียนว่า แม้ละสังขารแล้ว แต่คุณแห่งเมตตาธรรมและบารมีของท่านยังคงปกปักรักษาวัตถุมงคลที่ท่านสร้างไว้ให้แก่ลูกหลานสืบไป
"หลวงพ่อเขียน กำลังปลุกเสกน้ำมนต์ "